สมัครสมาชิก : เข้าสู่ระบบ :

หน้าแรก :  รายงานข่าวหัวข้อข่าวเรื่องน่าสนใจบทความดาวน์โหลด |  เว็บน่าสนใจค้นหากระดานข่าว

ศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ รับฟังข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียน แจ้งโทรศัพท์ได้ที่สายด่วนการศึกษา ๑๕๗๙ หรือ ๐-๒๖๒๘-๖๓๔๖ ศูนย์บริการประชาชน (ศูนย์บริการร่วม) กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
 
ศูนย์บริการ
แสดงเมนู | ซ่อนเมนู
ร่วมเสนอแนะ
เรียนฟรี 15 ปี
แบบสำรวจ
การเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต้องการให้มีกิจกรรมใดมากที่สุด

ส่งเสริมด้านคุณธรรม/จริยธรรม
ส่งเสริมด้านสุขภาพ
ส่งเสริมด้านวิชาการ
ส่งเสริมด้านทักษะอาชีพ



ผลสำรวจ
แบบสำรวจอื่นๆ

จำนวนผู้ลงคะแนน 295
จำนวนผู้เข้าชม
มีผู้เข้าเยี่ยมชม
9507382
คน ตั้งแต่ เมษายน 2551
ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่
ขณะนี้มี 54 บุคคลทั่วไป และ 2 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่
สถิติรับเรื่องร้องเรียน
- ภาพรวมทั้งหมด
- ธันวาคม 2557
SAMACenter.com :: ดูกระทู้ - ลามกโผล่ซ้ำ'ไฮไฟว์'
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ลามกโผล่ซ้ำ'ไฮไฟว์'

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    SAMACenter.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> บทความ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
sema
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 20/03/2008
ตอบ: 18

ตอบตอบ: 31/03/2008 10:33 am    ชื่อกระทู้: ลามกโผล่ซ้ำ'ไฮไฟว์' ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เมื่อไม่กี่วันก่อนมีการร้องเรียนเว็บไซต์ไฮไฟว์ดอทคอม ว่าพบพระเข้าไปโพสต์รูปและใช้วาจาไม่เหมาะกับการเป็นสมณเพศในการติดต่อกับเพื่อนต่างเพศ และยังกลายเป็นช่องทางล่อลวงเด็กหญิงไปในทางมิชอบ เมื่อวานนี้ ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนอีกจากกลุ่มสมาชิกเว็บไซต์ ไฮไฟว์ ดอทคอม และเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ว่ามีพระสงฆ์ยังคงเข้ามาเล่นไฮไฟว์ เมื่อตรวจสอบปรากฏว่ามีการโพสต์รูปของพระสงฆ์ไว้จริง ดังนั้น เครือข่ายจึงได้ตรวจสอบในกลุ่มเพื่อนของพระ พบว่ามีผู้หญิงเข้ามาเป็นเพื่อน ซึ่งที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าในกลุ่มเพื่อนของผู้หญิง มีบางคนถอดเสื้อโชว์ท่อนบน และภาพผู้ชายมีกล้ามกำลังมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของภาพสไลด์บนเว็บไซต์ ที่มีการดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์หนึ่งที่มีภาพลามกอนาจาร ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมเข้าไปตรวจสอบหาข้อมูลเพิ่มเติมในไฮไฟว์ พบว่ามีการพูดถึงการสวิงกิ้ง หรือการร่วมเพศร่วมกันหลายคน โดยหากค้นข้อมูลคำว่า สวิงกิ้ง ก็จะมีภาพการ ร่วมเพศขึ้นปรากฏให้เห็น ที่สำคัญยังมีการตั้งเป็นกลุ่มสมาชิกด้วย อาทิ Swinging Lover, RAYMOND-GUY-GROUP, thailandswing พบว่ามีจำนวนสมาชิกมากกว่า 1,000 คน และส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนไทย โดยกลุ่มสมาชิกได้มีการเขียนข้อมูลในกระทู้ที่ขอมีสัมพันธ์ทางเพศด้วย เช่น ใครที่มีใจรักสวิงไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เดี่ยว หรือคู่ เข้ามาทำความรู้จักกันครับ ทำความรู้จักกันแบบจริงใจจริงๆนะครับ, อยากมีเซ็กซ์, ขอลองสวิงสักครั้งเถอะ ขอแบบชาย 3-4 คนอ่ะ แต่ผู้หญิงคนเดียว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบว่าสมาชิกบางกลุ่มนิยมนำภาพหวิว การร่วมเพศ โชว์อวัยวะเพศ โชว์หน้าอก มาโพสต์ไว้ รวมทั้งคลิปวีดิโอของสมาชิกบางคนยังสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ลามกอนาจารได้อีกด้วย ขณะนี้ได้ประสานกับตำรวจสืบสวนสอบสวนด้านไอซีที เพื่อแจ้งเรื่องให้ทราบ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ถือเป็นการแสดงออกที่อนาจาร ต้องตามจับผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะกระทำโดยเจตนา ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 287 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และจะต้องทำหนังสือถึงเจ้าของเว็บไฮไฟว์ให้ช่วยบล็อกกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างจริงจัง ขณะที่ วธ.จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองช่วยกันดูแลบุตรหลาน และให้สมาชิกไฮไฟว์ช่วยกันดูแลกันเอง รวมทั้งจะต้องให้ความรู้ประชาชน เด็กและเยาวชนเกี่ยวกับเนื้อหาของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
จากการตรวจสอบข้อมูลสถิติของไฮไฟว์ พบว่า สมาชิกส่วนใหญ่จะมีอายุตั้งแต่ 8 ปีขึ้นไป โดยประเทศไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่นิยมเล่นไฮไฟว์ และใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม โดยนำไปโพสต์รูปลามกอนาจาร จึงขอให้สมาชิกไฮไฟว์ใช้งานอย่างเหมาะสม โดยจะประสานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ตลอดจนร่วมกันจัดทำหลักสูตรการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม สร้างภูมิ คุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนด้วย โดยในสัปดาห์นี้จะทำหนังสือแจ้งปัญหาไปยังเจ้าของเว็บไซต์ไฮไฟว์ เพื่อระงับการเล่นของบุคคลที่กระทำอนาจารบนเว็บไซต์ ไฮไฟว์ รวมถึงกระตุ้นสังคมให้สมาชิกไฮไฟว์ร่วมกันขับไล่บุคคลที่นำเสนอสิ่งลามกอนาจารออกจากการเป็นสมาชิกด้วย
จากที่กลุ่มเกย์การเมืองไทย ได้ร้องเรียนต่อแพทยสภาว่ามีกลุ่มวัยรุ่นชายที่เบี่ยงเบนทางเพศซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ กำลังนิยมไปตัดลูกอัณฑะตามคลินิกศัลยกรรมในกรุงเทพฯ และจ.เชียงใหม่ เพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยทำให้รูปร่างสรีระและผิวพรรณเหมือนผู้หญิงได้เร็วขึ้น ทำให้ทางกระทรวงสาธารณสุข ต้องออกสุ่มตรวจคลินิกชื่อดังนั้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม นพ.ธารา ชินะกาญจน์ ผอ.กองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผลการตรวจสอบพบว่า มีคนไข้ 1 ราย อายุ 26 ปี ไปตัดอัณฑะที่คลินิกแห่งนี้จริง จึงจะนำมาเป็นกรณีตัวอย่าง บวกกับคำให้สัมภาษณ์ของแพทย์เจ้าของคลินิกที่ออกมาระบุว่าเคยผ่าตัดอัณฑะให้คนไข้ 500 ราย เสนอต่อ นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่ออนุมัติให้แพทยสภาพิจารณาในวันที่ 31 มี.ค. นี้
ด้าน นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีที่กองการประกอบโรคศิลปะจะส่งเรื่องที่คลินิกย่านประตูน้ำตัดอัณฑะให้สาวประเภทสองวัย 26 ปี พิจารณาในวันนี้ว่า ขณะนี้ความเห็นของหลายคนในแพทยสภายังหลากหลายและแตกต่างกันอยู่ว่าทำได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งเห็นว่า คนไข้บรรลุนิติภาวะแล้วมีสิทธิที่จะทำได้ แต่ส่วนหนึ่งเห็นว่า แม้จะบรรลุนิติภาวะ 26 ปีแล้ว แต่ก่อนตัดอัณฑะคนไข้น่าจะต้องผ่านการประเมินจากจิตแพทย์ก่อน ถ้าไม่ผ่านก็แสดงว่าเป็นการดำเนินการไม่ได้มาตรฐาน
ส่วน นพ.อำนาจ กุสลานันท์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า จะรีบนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการจริยธรรมโดยเร็ว ซึ่งขึ้นอยู่กับที่ประชุมว่าจะมีมติอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่า ในการตัดอัณฑะ หรือแปลงเพศ ถ้าอายุต่ำกว่า 20 ปี พ่อแม่ไม่ยินยอมผิดจริยธรรมแน่ แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 20 ปี พ่อแม่ยินยอมอาจจะเข้าข่ายผิดจริยธรรมได้เช่นกัน เพราะเด็กยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่พอ ดังนั้นควรรอให้จิตใจเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ก่อน จะต้องประเมินสภาพจิตใจและทดลองใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงด้วย ส่วนในกรณีที่คนไข้อายุเกิน 20 ปี แล้วก็น่าจะต้องได้รับการประเมินจากจิตวิทยาจนมั่นใจได้ว่า คนไข้มีสภาพจิตใจจะเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอนแพทย์จึงจะทำการตัดอัณฑะหรือผ่าตัดแปลงเพศให้ และกล่าวด้วยว่า เดิมนั้นมีการกำหนดว่าในเดือน พฤษภาคมนี้ จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์เรื่องการแปลงเพศแต่คิดว่าคงช้าไป ดังนั้นคงจะมีการหารือเพื่อเร่งประชุมในเดือนเมษายนนี้ ส่วนในระหว่างนี้จะหารือกับกองการประกอบโรคศิลปะเพื่อดูว่าจะมีกฎหมาย ข้อบังคับ หรือมาตรการใดมาควบคุมได้บ้าง
ด้าน นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกรรมการบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ผู้ดำเนินการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “พีทีวี” (PTV หรือ People's Television) แจ้งว่า พีทีวีจะยุติการแพร่ภาพออกอากาศ ในเวลา 17.00 น.วันนี้ เนื่องจากเงินลงทุนที่มีอยู่หมดลง แต่ยืนยันว่า พนักงานประมาณ 120 คน จะได้เงินชดเชยตามกฎหมายของกระทรวงแรงงาน โดยบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด และบริษัท พีทีวี จำกัด ก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะเปลี่ยนไปทำกิจการอย่างอื่นแทน และคงรอเวลาที่เหมาะสมเปิดแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ใครที่เคยสงสัยว่าวัตถุเจือปนในอาหารจะมีผลต่อพฤติกรรมของเด็กๆ มีรายงานผลวิจัยในวารสารทางการแพทย์ชั้นนำของอังกฤษชื่อ The Lancet ที่ระบุว่า สีผสมอาการหลายชนิดและสารกันเสียประเภทโซเดียม เบนโซเอท (sodium Benzoate) ที่พบในน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำสลัด และอาหารประเภทอื่นๆ ทำให้เด็กมีอาการ "ไฮเปอร์แอคทีฟ" (Hyperactive) หรือ มีสมาธิสั้นกว่าปกติ ผลการวิจัยครั้งนี้ กระตุ้นให้องค์กรด้านมาตรฐานอาหารในประเทศอังกฤษ (Britanin's Food Standards Agency) เพิ่มมาตรการในการให้คำแนะนำและความรู้แก่ผู้ปกครองในเรื่องของโภชนาการในเด็ก โดยเสนอให้มีการจำกัดการบริโภคอาหารที่เติมวัตถุเจือปนในอาหาร (additives)
โดยการวิจัยในเรื่องผลของสารกันเสียกับอาการไฮเปอร์นั้นประกอบไปด้วยทีมวิจัย นำโดย นายจิม สตีเวสัน (Jim Stevenson) ศาสตราจารย์ภาคจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซาท์แธมป์ตัน (University of Southampton) ของอังกฤษ โดยการวิจัยทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กจำนวน 300 คน ใน 2 กลุ่มอายุ คือ กลุ่มอายุ 3 ปี และ กลุ่มอายุ 8-9 ปี โดยทำการศึกษาเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ โดยให้เด็กดื่มน้ำผลไม้ 3 กลุ่มด้วยกันคือ ชนิดแรกคือน้ำผลไม้ที่ใส่สีผสมอาหารและสารกันเสียประเภท โซเดียม เบนโซเอท ซึ่งพบได้ทั่วไปในอาหารและเครื่องดื่มทั่วในประเทศอังกฤษ เครื่องดื่มกลุ่มที่สองใส่สีผสมอาหารและสารกันเสียในอัตราส่วนที่น้อยกว่ากลุ่มแรก และเครื่องดื่มกลุ่มสุดท้าย ปราศจากสีผสมอาหารและสารกันเสียทุกชนิดเด็กทุกคนจะต้องดื่มเครื่องดื่มซึ่งมีสีภายนอกและรสชาติเหมือนกันทุกประการ โดยในระหว่างสัปดาห์ของการทดลอง บรรดาครูและผู้ปกครองจะไม่มีใครรู้ว่าเด็กคนไหนดื่มเครื่องดื่มชนิดใดเข้าไป จะใช้เครื่องมือและเทคนิคมาตรฐานในการประเมินพฤติกรรม ในบางกรณีจะเป็นการสังเกต และบางกรณีเป็นการให้ทำแบบทดสอบโดยคอมพิวเตอร์ เพื่อจะประเมินลักษระอาการที่ผิดปกติ เช่น อาการกระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข สมาธิสั้น กระวนกระวาย และโวยวาย รวมทั้งการพูดสอดแทรกมากเกินปกติ
นายสตีเวนสันพบว่า เด็กทั้งสองกลุ่มมีอายุมีอาการไฮเปอร์แอคทีฟเมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีสารกันเสียและ สี ผสมอาหารอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มเด็กอายุ 3 ปีมีการตอบสนองไวกว่าเด็กอายุมากกว่า กล่าวคือ เด็กในกลุ่มอายุน้อยจะตอบสนองมากกว่าในสัดส่วนของสีและสารกันเสียที่ปริมาณน้อยกว่าของเด็กที่มีอายุมากกว่า โดยสีผสมอาหารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยามีจำนวนในปริมาณเทียบเท่ากับสีผสมอาหารที่ใช้สนลูกอมขนาด 2 ออนซ์ นอกจากนี้ยังพบว่ามีความแตกต่างในความรู้สึกไวต่ออาหารแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน ขณะที่ผลกระทบอาจไม่มากพอที่จะทำให้เกิดกลุ่มอาการเด็กสมาธิสั้น Attention Deficit Hyperactivity Disorders (ADHD) แบบเต็มรูปแบบ แต่สตีเวสันเตือนว่าเกิดจากการกระตุ้นของอาหารที่ใส่สีผสมอาหารและสารกันเสียมีผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนของเด็กในโรงเรียน
ในการวิจัยอีกงานหนึ่งซึ่งเป็นการศึกษานำร่อง (Pilot Study) พบว่า เด็กจะแสดงอาการไฮเปอร์ แอคทีฟภายใน 1 ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหารที่มีสารกันเสียและสีผสมอาหาร
นับเป็นก้าวแรกที่การศึกษาของ The Lancet ได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง สารสังเคราะห์ ที่เติมลงไปในอาหารต่ออาการไฮเปอร์แอคทีฟ ในอดีตที่ผ่านมามีข้อสงสัยมาเป็นระยะเวลานานแล้วว่าสารสังเคราะห์ในอาหารเหล่านี้มีผลต่ออาการไฮเปอร์แอคทีฟในเด็กถึงแม้จะยังไม่มีงานวิจัยใดๆ มายืนยัน แต่ก็เป็นพื้นฐานของแบบแผนของโภชนาการแบบ Feingold Diet ซึ่งแนะนำให้ผู้ปกครองของเด็กที่มีกลุ่มอาหารสมาธิสั้นให้เด็กรับประทานอาหารที่ไม่ใส่สีสังเคราะห์ ไม่แต่งกลิ่น ไม่ใส่สารให้ความหวานและไม่ใส่สารกันเสีย ที่กลายเป็นแนวทางที่แพร่หลายในการรักษาเด็กที่มีกลุ่มอาการสมาธิสั้นในปี 2513 ถึงแม้ว่ายังไม่มีการพิสูจน์ว่าอาหารประเภทนี้จะสามารถแก้กลุ่มอาการ ADHD ได้แต่แพทย์ก็แนะนำผู้ปกครองที่มีลูกที่แสดงอาการ ADHD ให้รับประทานอาหารจากธรรมชาติมากกว่า
ในประเทศแถบยุโรป ได้ตระหนังถึงผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่เจือปนสารกันเสียและผสมสีผสมอาหาร ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการค้นคว้าเทคโนโลยีผลิตอาหารที่ปลอดสารกันเสียและสีผสมอาหาร โดยยังคงคุณค่าและรสชาติให้ใกล้เคียงธรรมชาติ ซึ่งมีชื่อว่า COLD ASEPTHECH (Cold Aseptic Technology) จากประเทศเยอรมัน เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ผลิตและบรรจุภายใต้กระบวนการและบรรยากาศปลอดเชื้อ จึงไม่ต้องใช้ความร้อนสูงเป็นเวลานานเพื่อฆ่าเชื้อในการผลิต และไม่ต้องใส่สารกันเสีย จึงคงคุณค่าสารอาหารและความสดใหม่ ด้วยกลิ่นและรสชาติที่คงเดิม ซึ่งถือเป็นอีกก้าวของการค้นพบเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคจากทั่วทุกมุมโลก ร่วมค้นหาทางเลือกที่ดีกว่าของเทคโนโลยีใหม่ได้ที่ www.coldaseptech.com...........--จบ--

ที่มา: เว็บไซต์ศูนย์ข่าวแปซิฟิก
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    SAMACenter.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> บทความ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
 
  หน้าแรก :  รายงานข่าวหัวข้อข่าวเรื่องน่าสนใจบทความดาวน์โหลด :  เว็บน่าสนใจค้นหากระดานข่าว
หากมีข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียน
กรุณาแจ้งที่หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๒๖๒๘-๖๓๔๖ หรือสายด่วนการศึกษา ๑๕๗๙
ศูนย์บริการประชาชน (ศูนย์บริการร่วม) กระทรวงศึกษาธิการ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
Website Power by MOENet. Design By : Bumrung Ch.Com

แลกเปลี่ยนข้อมูล backend.php or ultramode.txt

PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.